Profilo di J.Z.o○.¸¸.♥•´¯`♥•.¸¸.•.>ชีว...FotoBlogElenchi Strumenti Guida

Blog


29 maggio

ดิ แอพเพรนทิส จบไม่สง่างาม

     เมื่อคืน วันที่ 28 ดิแอพเพรนทิส รายการเรียลลิตี้โชวชื่อดัง ของมหาเศรษฐีชาวมะกัน                เพิ่งจะปิดตัวซีซั่นที่สามไป ((ในสหรัฐคาดว่าเป็นซีซั่นที่สี่หรือห้าแล้วครับ))
งานที่ผู้ชนะจะได้ทำก็คือ การควบคุมงาน Renovate คาสิโนทั้งสามแห่ง
ของทรัมป์ที่แอตแลนติคซิตี้ มูลค่าหลายพันล้านเหรียญ
หรืออีกงานหนึ่งที่ให้เลือกคู่กันก็คือ งานควบคุมการสร้างและขายคอนโดมิเนียมใหม่
ของทรัมป์ในนิวเจอร์ซีย์ มูลค่างาน 400 ล้านเหรียญสหรัฐ

...................................................................................................
ผู้เข้าชิงสองคนในซีซั่นนี้ ต้องบอกว่าความฉลาดสูสีสุด ๆ

คนแรก "แรนดอล" ดีกรีปริญญาห้าใบจากสถาบันชั้นนำ
มาดสุขุมไม่วอกแวก และที่สำคัญก็คือ สิบห้าสัปดาห์ที่ผ่านมา
ลูกทีม และเพื่อนร่วมงานของแรนดอลไม่มีใครกล้าหือ
และพร้อมจะสนับสนุนอย่างสุดหัวใจอีกต่างหาก

งานสุดท้ายในรอบชิงชนะเลิศ ทีมของแรนดอลเจอฝนที่ไม่ได้คาดคิด
ทำให้งานหาทุนเพื่อการกุศลต้องขลุกขลักไปพอสมควร


ถึงจะถูกตำหนิว่า ทำไมไม่มี Plan B เตรียมเอาไว้ด้วย แต่พวกเขาก็ระดมทุนได้ถึง 11,000 เหรียญ เพื่อมอบให้กับองค์กรการกุศลแห่งหนึ่ง

...................................................................................................

คนที่สอง "รีเบ็กก้า" นักข่าวสายธุรกิจการเงินจากชิคาโก
ฉลาด อึด และรับความกดดันได้สูงมากกว่าผู้หญิงอายุ 23 ทั่ว ๆ ไปมากมายนัก
เธอประสบอุบัติเหตุข้อเท้าหักตั้งแต่สัปดาห์ที่สองหรือสามนี่ละครับ
ก็เลยต้องใช้ไม้เท้าและใส่เฝือกเดินขาเดียวมาตั้งแต่ตอนนั้น
ข้อเสียของรีเบ็กก้าคือ อายุน้อย และเป็นผู้หญิง

แต่ข้อดีของเธอก็มีเยอะเหมือนกัน
ไม่ว่าจะเป็นหัวใจสู้ที่จะฝ่าฟันอุปสรรคของทุก ๆ งาน เพื่อให้งานสำเร็จลงได้
การได้รับการยอมรับจากบริษัทต่าง ๆ ที่เข้าร่วมงานกันระหว่างการแข่งขัน
ตอนหนึ่งที่ทั้งแรนดอลและรีเบ็กก้าอยู่ทีมเดียวกัน และชนะการแข่งขัน
โปรดิวซ์ และนำเสนอศิลปินหน้าใหม่ที่เป็นตัวแทนของ FMX สถานีวิทยุผ่านดาวเทียมของสหรัฐ
ทีมของเขาทั้งสองคนชนะอย่างสวยงาม
แต่รีเบ็กก้าได้รับความชื่นชมเป็นพิเศษจากผู้บริหาร FMX

ในรอบชิงชนะเลิศ ผู้บริหารของ Yahoo ก็ประทับใจเธอมากเหมือนกัน
และบริจาคเงินเพิ่มอีก 100,000 เหรียญเพื่อองค์กรการกุศล
เพื่อตอบแทนสิ่งที่รีเบ็กก้าทำให้ Yahoo ได้รับการประชาสัมพันธ์ภาพพจน์ที่ดีมากมาย

...................................................................................................

เลือกผู้ชนะยากจนนาทีสุดท้าย
แต่แรนดอลก็เผยตัวเองออกมาในช่วงเวลาหนึ่ง
ที่กล่าวว่า ทรัมป์ไม่ควรจ้างรีเบ็กก้าเพราะอายุน้อย ประสบการณ์น้อย
ในขณะที่ตัวเองเรียนสูงมาก ปริญญาห้าใบเป็นเครื่องการันตี
และที่สำคัญสถิติในการแข่งขันของเขาดีเยี่ยมมาตลอด

ในขณะที่รีเบ็กก้าไม่เคยตอบโต้ในลักษณะ "สาดโคลน" เข้าหาแรนดอลเลยแม้แต่ครั้งเดียว

...................................................................................................
นี่อาจจะเป็นความจริงที่ว่า
ยิ่งเอาแต่เรียนมากเท่าไหร่ "หัวใจ" ก็เหลือน้อยลงเท่านั้นหรือเปล่า??
ยิ่งเรียนมามาก ก็ยิ่งฉาบเคลือบตัวเองให้ดูดีจากภายนอกมากขึ้น และนานขึ้น
กว่าจะเห็นธาตุแท้ก็ต้องเอาเงินหลายพันล้านมาล่อ

เพื่อจะเอาชนะเด็กผู้หญิงอย่างรีเบ็กก้า
แรนดอลยอมสลัดคราบผู้ดี โจมตีเธออย่างที่ไม่น่าที่จะทำ
และคู่ต่อสู้ทั้งสองคนก็ไม่เคยทำสิ่งเลวร้ายอย่างนี้มาตั้งแต่สัปดาห์แรก
แต่ถึงนาทีสุดท้ายของการแข่งขัน แรนดอลก็สาดโคลนเข้าใส่รีเบ็กก้าจนได้

ความผิดหวังเห็นได้จากสีหน้าของผู้บริหารสองคนของทรัมป์ นั่นคือจอร์จ และ แคโรลิน
แต่ทรัมป์ก็คิดอะไรแผลง ๆ ออกไปอีก...
ในใจเขาคิดที่จะจ้างทั้งสองคน ก็คือ ทั้งรีเบ็กก้า และแรนดอล

...................................................................................................
ทรัมป์เริ่มต้นด้วยการตัดสินให้แรนดอลชนะ
เขาดีใจกระโดดตัวลอย หันไปกอดกับเพื่อนร่วมทีมจนทรัมป์ต้องทุบโต๊ะเรียกกลับมา
ขณะที่รีเบ็กก้ายอมรับคำตัดสิน ลุกขึ้นยืนจับมือให้เกียรติแรนดอล

...................................................................................................
ทรัมป์ถามคำถามที่ในใจผมก็คิดว่าเขาต้องถาม
"ในฐานะที่ผมจ้างคุณแล้ว ผมเชื่อในความคิดของคุณ...
ผมถามคุณหน่อยนะแรนดอล คุณคิดยังไงถ้าผมจะจ้างรีเบ็กก้าอีกหนึ่งคน?"
คนดูในห้องส่งดีใจกันยกใหญ่ เพราะรีเบ็กก้าก็สมควรจะได้รับจริง ๆ

แต่สุดท้ายแรนดอลก็ทำให้โลกเห็นว่า ทรัมป์ตัดสินใจผิดที่เลือกเขา
"ผมไม่เห็นด้วย... เพราะรายการนี้คือดิแอพเพรนทิส ไม่ใช่แอพเพรนไทส์
ดังนั้นผู้ชนะควรจะมีเพียงคนเดียวเท่านั้น "
คนดูโห่กันเสียงดังจนแรนดอลหน้าเสีย... ทรัมป์ก็หน้าเสียไปด้วย

ทรัมป์ยอมรับความคิดเห็นของแรนดอลเพราะออกปากไปตั้งแต่ต้นแล้ว
และพูดว่าเขาไม่คิดว่าแรนดอลจะคิดเห็นอย่างนี้ ซึ่งแตกต่างไปจากความตั้งใจของเขา
แต่เมื่อพูดไปแล้วก็ต้องทำตามคำพูด...
รีเบ็กก้าก็ยอมรับความเป็นจริงและจับมือกับทรัมป์ แคโรลิน และจอร์จ เพื่ออำลา
ผมแอบเห็นผู้บริหารสูงสุดขององค์กรระดับแสนล้านอย่างแคโรลินร้องไห้แฮะ..
...................................................................................................

งานนี้เก่งทั้งคู่
คนนึงเป็นฉลาม ฉลาด ดุดัน และเหี้ยมโหดเท่าที่จำเป็น
คนนึงเป็นโลมา เฉลียวฉลาด และสุภาพ
ทรัมป์เลือกฉลาม เพราะเหตุผลทางธุรกิจ
แต่จะปล่อยโลมาให้หลุดมือไปหรือเปล่า อันนี้คงต้องตามข่าวกันต่อไปครับ

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

 

ป.ล  ขอบคุณพี่ชายผม(พี่ไวส์) สำหรับบทความดีๆครับ

27 maggio

Business point of view chapter2 : DTAC work ๆ

       มีคน request มานะครับสำรับ DTAC ขอบอกว่างานนี้ยากจนถึงยากเกินไป - -" ปกติที่คิดไว้จะเป็นพวก SME นะครับแต่เพื่อเพิ่ม ความหลากหลาย ก็ต้องขอทำดู  นั่งหาข้อมูลตั้งแต่เช้าซึ่งปกติไม่เคยตื่น ฮา   หลังจากได้ข้อมูลของ DTAC มาแล้วก็
ต้องมานั่งดู annual report อีกครับ เพื่อความชัดเจนของข้อมูลว่า นาย ลิ้งค์ ไม่ได้นั่งเทียนมา  รวบรวมข้อมูลไว้พร้อมแล้ว เริ่มลงมือทำ  เจอปัญหาครับเขียนไม่ออก งงสิครับ แต่ในที่สุดครับ การลอกไม่เคยปราณีใครน  
 
Chapter2 :: DTAC  workๆ  

       บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ “ดีแทค” หนึ่งในผู้นำ ด้านการให้การบริการโทรคมนาคมในประเทศไทย  โดยให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในระบบความถี่ 800 และ 1800 เมกะเฮิรตซ์  เป็นเบอร์ 2 รองจากพี่เบิ้ม AIS

 

Point Of View  BY  LInK  ไม่ขอเป็น point of view ละกันครับ  วันนี้ขอเป็นแนวทางของ DTAC ลอกๆเค้ามาเลยครับ 

      โดยในปัจจุบันเมื่อมอง Trend ของการให้บริการด้าน Voice แล้วจะพบว่า ตัว Service เริ่มที่จะเข้าใกล้จุดอิ่มตัวแล้ว นั่นคืออัตราการเพิ่มขึ้นของจำนวนลูกค้าเริ่มที่จะลดลง  แสดงว่าบริการด้าน Voice Service ของ Operator ซึ่งรวมทั้ง DTAC ไม่เพียงพอต่อการขยายตลาดผู้ใช้บริการอีกต่อไปแล้ว นั่นคือผู้ให้บริการจำเป็นที่จะต้องสร้าง Value Added Service หรือ VAS ขึ้นมาเพิ่มในการให้บริการแก่ผู้ใช้บริการ ซึ่งตัว VAS นี่เองที่จะเป็นที่มาของการทำ Research & Development ของผู้ให้บริการ หรือ Operator ต่างๆ 

       ในส่วน Research and Development ของ DTAC จะทำในส่วนของ

1. Consumer Research หรือการศึกษาที่ตัวผู้บริโภคนั่นเอง เนื่องมาจากการที่ VAS (Value Added Service) สามารถที่จะพัฒนาได้อย่างหลากหลายมากในตลาด โดยการที่ทางบริษัท DTAC จะทำการลงทุนไปโดยไม่ศึกษาถึงความต้องการของลูกค้าก่อนก็อาจส่งผลทำให้เดินผิดทางได้ คือ Service ขายไม่ออก เช่น การสร้าง VAS ในลักษณะของการรายงานผลการแข่งขันอเมริกันฟุตบอล ของ NFL ผ่านทาง SMS แต่ถ้าในประเทศไทยผู้บริโภคไม่ค่อยนิยมกีฬาชนิดนี้ ก็อาจจะขาย Service ไม่ได้ และทำให้การลงทุนไป เกิดการเสียค่าใช้จ่ายไปโดยเปล่าประโยชน์ เป็นต้น ดังนั้นการศึกษาผู้บริโภคจึงเป็นสิ่งจำเป็นมากสำหรับ Operators โดยบริษัท DTAC เองนั้นก็จะมีการทำ Research ในแง่ของการทำ

  • Customer Segmentation คือศึกษาถึงความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละกลุ่ม แล้วทำการ Develop ตัว Product ให้เหมาะกับความต้องการ หรือ พฤติกรรม ในแต่ละกลุ่ม
  • Customer Satisfaction หลังจากที่ทำการออก Service ไปให้บริการกับลูกค้าแล้ว ทาง DTAC ก็จะต้องทำการศึกษาแรงตอบรับจากลูกค้า หรือ ความพอใจของลูกค้าที่มีต่อบริการที่ออกไป ซึ่งหากความพอใจของลูกค้าไม่สูงตามเป้าหมายของบริษัท ทาง DTAC ก็จะกลับมาทำการพัฒนาตัว Service เดิมนั้นๆ ให้ดีมากยิ่งขึ้น
  • Lifecycle, Behavior นอกเหนือจาก 2 ข้อข้างต้นแล้ว ทาง DTAC ก็ต้องมีการศึกษาไปที่ตัวลูกค้าแต่ละรายด้วย ในเรื่องของ Lifecycle และ Behavior เพื่อให้ทราบถึงพฤติกรรมและรูปแบบการใช้บริการของลูกค้าเดิม เพื่อสนับสนุนในเรื่องของการทำ CRM (Customer Relationship Management) แล้วนำไปพัฒนาปรับปรุงการให้บริการทั้งของเก่าและใหม่ ให้เหมาะสมกับสภาพการดำเนินชีวิตของลูกค้าที่เปลี่ยนไป เพื่อรักษาฐานลูกค้าเดิมให้ยังคงใช้บริการกับ DTAC ต่อไปนั่นเอง 

2. Product Research เนื่องมาจากการที่ Service VAS ของ DTAC ในปัจจุบัน มีอยู่เป็นจำนวนมาก (ประมาณ 2,500 Service เช่น SMS, Voice mail, GPRS-WAP, Audio text, *111, Bug 1113, Content Provider Application ต่าง) ซึ่งรวมทั้งหมดที่ Launch ออกมาตั้งแต่ที่ DTAC ได้มีการให้บริการ VAS ตั้งแต่ในอดีต โดยทาง DTAC จะนำมาทำการ Revise ใหม่ทั้งหมดเพื่อเลือก Service ที่มี Potential สูงในตลาดมาทำการพัฒนาเพิ่มเติม หรือ ทำการต่อยอด เพื่อขยายตลาดให้มีลูกค้าใช้มากขึ้น และในทางกลับกันก็จะทำการเลือก Service ที่มี Potential ต่ำมาทำการ Remove ออกไปจากตลาดเพื่อลด Cost ของบริษัทลง

3. Competitors Research นอกเหนือจากการศึกษา Consumer และ Product ในตลาดแล้ว DTAC ยังมีการ ศึกษาปัจจัยที่อยู่ภายนอกบริษัทด้วย นั่นคือคู่แข่ง อย่า AIS, Orange และ Hutch ซึ่งจำเป็นที่จะต้องมีการทำวิจัยในแง่ของ ความพอใจของลูกค้าที่มีต่อ Service ของเราเทียบกับคู่แข่งด้วย ซึ่งหากลูกค้ามีความพอใจใน Service หรือ ปัจจัยบางอย่างของบริษัทคู่แข่งมากว่า ก็ต้องทำการพัฒนาในส่วนนั้นๆ ให้ดียิ่งขึ้น โดยยกตัวอย่างผลการทำ Research เช่นในเรื่องของสัญญาณ ที่เป็นรอง AIS อยู่ ดังนั้นทาง DTAC ต้องมีการเอาจริง เอาจัง และพัฒนาในส่วนนี้

 

P.S ต้องขอขอบคุณคนที่อ่านจบนะครับ 
 

 

24 maggio

new column "Business point of view" chapter1: Rotiboy

          ตั้งใจทำ Blog นี้เป็น คอลัมส่วนตัวนะ เพราะฉะนั้นตั้งแต่นี้ Link's blog ก็จะเปลี่ยนเป็น business point of view Column
แล้วยังไงก็ฝากพี่ๆ เพื่อนๆ ช่วยกันเข้ามาอ่านด้วยนะครับ    เพราะผมจะ อัพ ทุกสัปดาห์    ขอเริ่มธุรกิจแรกเลยนะครับ
 
Column 1: Rotiboy  กับความร้อนไม่เลิกราของขนมปังอบมาเลย์
           หากผ่านไปแถวสยามแสคว์ซอย4 คุณจะเห็นปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นกับขนมปังอบ Rotioy ตึกแถวคูหาเล็กๆ แต่มีคนต่อแถวซื้อออกมานอกถนนไม่ต่ำกว่า 10 เมตร ยิ่งในวันหยุด เสาร์-อาทิตย์  อาจต้องรอนานกว่า หนึ่ง ชั่วโมงด้วยซ้ำ  ผมค่อนข้างแน่ใจว่าคุณคงไม่เคยเห็นการซื้อขนมด้วยความอดทนแบบนี้มาก่อน
           ปรากฎการณ์ Rotiboy (ไมรู้จะใช้คำอะไร) ได้รับการกล่าวขาน ทั้งจากปากต่อปาก และสื่อต่างๆ รวมถึงกระทู้ร้อนๆ ใน
อินเตอร์เนต มีทั้งผู้ที่สนใจ อยากลิ้มลองบ้าง และหลายคนตีความว่าเป็นนดยบายการตลาดจ้างคนมายืนต่อแถว  แต่สำหรับคนจุดกระแส(คุณพรเพ็ญ เจ้าของร้าน Rotiboy simsquare) คิดว่านอกจากรสชาติที่อร่อยจริง ก็คงเป็นเพราะ ทำเลทองที่มี
และเธอเองก็ยังก็ยังอาศัย connection ส่วนตัวช่วยโปรโมตทั้งในด้านสื่อและปากต่อปาก ในขณะที่ประเทศต้นตำรับแม้จะขายดี แต่ก็ไม่เท่าบ้านเรา
 
Ponit of view ::   By Link
            มันใหม่สำหรับคนไทย  คอนเซ็ปต์คือ กลิ่น มันน่าสนใจมาก ดึงดูดลูกค้าให้มาสนใจ เป็น Essitic marketing โปรดักท์ที่ให้ความรู้สึก หนึ่งคือ กลิ่น สองขายความสดใหม่ออกจากเตาเลย อย่างเช่นร้านกาแฟที่ขายกลิ่นออกมาก่อนทำให้เกิดความรู้สึกอยากเข้าร้าน
            การเปิดหน้าร้านโล่งทำให้รู้สึกเข้าถึงได้ง่ายเมื่อเทียบกับร้นขนมที่ปิดประตู เพราะให้ความรู้สึกที่เป็น Low cost model
ถ้าจัดดีเกินไปหรือมีห้องที่ปิดสวยหรู ก้จะสร้างความรู้สึกว่าแพง ไม่กล้าเข้า แต่ว่าอันนี้โดยตัวสินค้าเองมันส่ง
           ในแง่ของ Marketing promotion ที่เขาเปิดที่สยาม มันก็เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ ถ้าแบรนด์จะดังๆ จะใช้เครื่องมือทางด้าน Advertising and Promotion โดยตรงด้วยสื่อวงกว้าง  ถ้าไม่ได้ก็ต้องใช้เรื่องของ Location มาเป็นตัวขับ
           เรื่องของ Word of Mouth มาแรงทุกคนพูดถึง  เท่าที่ฟังมาเขาใช้วธีแจกให้กินฟรีก่อนแล้วหลังจากนั้น word of mouth มันออกไป คนเริ่มเข้าแถวเลยมีคนเข้าแถวตาม ซึ่งผมคิดว่ามันเป็นอะไรที่ใหม่สำหรับตลาดเท่านั้นเอง ถามว่าจะใหม่ไปได้ยาวแค่ไหน  ผมก็ไม่แน่ใจ แต่คิดว่าไม่ยาวเท่าไร ได้ยินว่าสินค้าตัวนี้ที่มาเลเซียก้ไม่มีคนมาต่อแถวรอขนาดนั้น
มันกลายเป็นธรรมดาไปแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องของ Product life cycle ถึงวันหนึ่งที่คนไม่รู้สึกว่าใหม่แล้ว ผมว่าปรากฎการณ์พวกนี่ก็คงจะหยุด
           ที่ตอนนี้ยังเห็นไม่ชัดนักก็คือ การแข่งขัน ในเมื่อเขาขายดีขนาดนั้น ใครๆก็อยากโดดเข้ามา  ไม่นานก็จะมีการแข่งขันกัน ในเรื่องราคาเจอแน่ ผมว่า Life cycle เอง ถ้าคู่แข่งเองอัดกันหนักๆ รายที่แข็งเท่านั้นที่จะอยู่ (เหมือน ชาเขียว) แต่จะแข้งด้วยอะไร เรื่องรสชาติมีความแตกต่างกันมั๊ย  มันมีสูตรพิเศษที่พอคนสัมผัสแล้วลืมไม่ลงหรือป่าว พอเข้าปากก็คงเป็นตัวตัดสิน แล้วว่าเขาขะกินซ้ำมั๊ย โปรดักส์นี้ Key word มีอยู่คำเดียว คือ คำว่า ' อร่อย '  ถ้าไม่อร่อย วันนึงคุณก็ต้องไป
แต่ถึงแม้คุณจะอร่อย  แต่มีคนอร่อยกว่าคุณก็ไปอยู๋ดี
          เรื่องของแฟรนไชน์ ผมมองตัวเจ้าของแฟรนไชน์แข้งแรงแค่ไหน มี vision และ long term strategy รึป่าว บางรายพึ่งเปิดก็ประกาศขายแฟรนไชน์เลย ผมว่าเสี่ยง เพราะแฟรนไชน์ คือการจ่ายเพื่อนซื้อความสำเร้จ นั่นคือเรายอมจ่ายแล้วเรา ขายได้ทันที คนรู้จักเราทันทีแล้ว เราก็ซื้อความสำเร้จนั้นมา เป็นฐานให้เราเติบโต แฟรนไชน์ที่ไม่มีฐานเดิมอยู่เลยหรืออยู่ในระหว่างสร้างฐาน คุ้มหรือที่จะจ่าย ผมว่าตัวที่เป็นผู้นำตลาดได้เปรียบกว่า
          ตอนนี้เชื่อว่าจุดขายก็ยังคงอยู่ที่ความเป็นของใหม่  แต่ในระยะยาวมันก็คงอยู่ที่การสร้างกระแส และความเร็วในการขยายธุรกิจออกไป จนวันหนึ่งที่มันอิ่มตัวเต็มที 
 
PS ฝากคอลัมน์แรกด้วยนะครับ  comment สิ่งที่อยากให้เพิ่มหรือปรับปรุง หรือว่าสนใจ ธุรกิจอะไรอยากฟังมุมมองจากผมก็บอกๆกันมานะครับ (มือใหม่หัดวิเคราะห์)
 
12 maggio

คำกล่าว ของ ฮั่นโกโจ

ฮั่นโกโจ ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ฮั่น เคยกล่าวไว้ว่า

"พูดถึงการวางแผน ข้าสู้จางเหลียงมิได้ 
จางเหลียงนั่งวางแผนอยู่ในกอง บัญชาการ แต่สามารถกำหนดชัยชนะไกลนับพันลี้

พูดถึงการปกครองประเทศชาติให้ร่มเย็นเป็นสุข ข้าสู้เซียวเหอมิได้ 
เซี่ยวเหอรู้จักเอาใจใส่ประชาราษฎร์สนองเสบียงกรังไม่สิ้น

พูดถึงการสู้รบ ข้าสู้หันซิ่นมิได้
หันซิ่นสามารถนำทหารนับหมื่นออกสู้รบอย่างกล้าหาญ รบคราใด ชนะครานั้น

บุคคลทั้งสามล้วนเป็นยอดคน แต่ข้าสามารถใช้งานคนทั้งสามได้
นี่คือเคล็ดลับในการได้บัลลังก์ของข้า"