| J.Z's profile.o○.¸¸.♥•´¯`♥•.¸¸.•.>ชีว...PhotosBlogLists | Help |
|
July 15 tiger dialy routineTiger's Daily Routine
6:30 a.m. - One hour of cardio. Choice between endurance runs, sprints or biking. 7:30 a.m. - One hour of lower weight training. 60-70 percent of normal lifting weight, high reps and multiple sets. 8:30 a.m. - High protein/low-fat breakfast. Typically includes egg-white omelet with vegetables. 9:00 a.m. - Two hours on the golf course. Hit on the range and work on swing. 11:00 a.m. - Practice putting for 30 minutes to an hour. Noon - Play nine holes. 1:30 p.m. - High protein/low-fat lunch. Typically includes grilled chicken or fish, salad and vegetables. 2:00 p.m. - Three-to-four hours on the golf course. Work on swing, short game and occasionally play another nine holes. 6:30 p.m. - 30 minutes of upper weight training. High reps. 7:00 p.m. - Dinner and rest. July 15 เดือนนี้เรื่องเยอะแฮะไม่ได้อัพมาตั้งนานนะ space ฮ่ะๆ เดือนนี้มันมีเรื่องดีๆ ที่มีความหมายสำหรับผมหลายอย่างเลยครับ
แต่ก่อนจะพูดถึงเรื่องดีๆ มันก็มีเรื่องแย่ๆมาเล่าให้ฟังด้วยเช่นกัน แต่พอใครๆได้ฟังเรื่องนี้แล้ว ก็สมน้ำหน้าผมหมดเลยทุกคน ให้ตายสิ
วันพฤหัสที่ผ่านมา ผมเองก็ตื่นตีห้ากว่าๆ เอาเสื้อผ้ามาซักแล้วก็ ลงไปวิ่งตามปกติ
แต่หลายๆคน จินตการออกมั๊ยครับว่า เครื่องซักผ้าจะมีท่อน้ำต่ออกมา ซึ่งเราต้องยัดไอ้ท่อน้ำเนี่ยลงไปในท่อน้ำทิ้งของเราเพื่อ
จะได้นำน้ำที่ซักแล้วเนี่ยปล่อยลงสู่ท่อน้ำทิ้งไป แต่ปรากฏว่า ผมไม่รู้ครับว่าต้องเอาท่อน้ำเนี่ยต่อลงไปกับท่อน้ำทิ้ง
.
.
.
ใช่แล้วครับ น้ำท่วมบ้านผม เพราะ เครื่องซักผ้ามันอยู่ที่ชั้น 3
น้ำท่วมลงมาถึงชั้นแรก สถานการณ์เลวร้ายมากเพราะ มันไหลเข้าไปในห้องนอนที่มีเครื่องใช้ไฟฟ้าราคาแพงอยู่
ด้วยมันสมองอันน้อยนิดกับสติที่ไม่ค่อยสมประกอบของผมเองก็ได้แต่เอาผ้าแห้งมาซับน้ำแล้วบิดๆ แล้วซับใหม่ไปเรื่อยๆ จนมันแห้งก็ราวๆ สาม ชม.
สุดท้ายจบ happy ending ครับ บ้านที่ไม่เคยถูมาก่อนเลย สะอาดสุดๆ เพราะน้ำแฟ๊บที่ไหลเจิ่งนองเต็มบ้าน
ก็เป็นประสบการณ์ที่ดีของหนุ่มลิงค์ที่เริ่มหัดใช้เครื่องซักผ้าเองครับ
"ว้ายยย โง่นี่" เป็นประโยคที่น้องสาวผมอุทานหลังจากผมเล่าให้เธอฟังครับ = =" งั้นมาฟังเรื่องราวดีๆ ที่เกิดขึ่นในเดือนนี้กันเลยดีกว่าครับ
เริ่มจาก เป็นเดือนที่ต้องรับปริญญา โอ้ว แม่เจ้า เรียนมาหนักหนาสาหัส จบได้ซักที ขอบพระคุณเพื่อนๆ
ที่ช่วยกันเสมอมา ทำให้มีวันนี้พร้อมๆกัน รักพวกเมิงจิงๆ
เรื่องที่สอง ผมได้เลือกทางเดินตัวเองสมใจ ผมเป็นนักกอล์ฟอาชีพแล้วค้าบบบบ ที่เหลือขึ้นกับตัวเอง วินัย และพรสวรรค์แล้วครับว่าจะไปได้ไกลสุดๆมั๊ย
เกี่ยวกับการที่กลับมาตีกอล์ฟจะมาเขียนขยายให้ฟังวันหลังดีกว่าไม่งั้นยาววววววววววววววว
เรื่องที่สาม น้องสาว(ไม่แท้)กลับมาจากออสเตรเลีย ทำให้หายเหงาไปได้เลย เพราะเราสนิทกันดี กัดและแซวกันบ่อยๆ ยิ่งเจอกันความมันส์ในการเมาส์ยิ่งทวีคูณ ฮา
เรื่องที่สี่ วันเกิดแม่ผมเองครับ วันที่ 30 กคนี้ "รักคุณแม่นีย์ที่สุดเลยครับ ขอให้แม่อยู่กับผมไปนานๆที่สุดนะครับ ลิงค์จะไม่ทำให้แม่ผิดหวังครับผม"
เรื่องที่ห้า ความลับครับ
ปล ตอนนี้ผมทำความสะอาดห้องเอง ถูห้อง กวาดห้อง ซักเสือ้ผ้าเองได้แล้ว เพื่อนๆเลิกแซวผมได้ละนะครับ เพราะผมทำเป็นแล้ว :D February 06 ดญ. แดนดิไลออน
...รู้มั๊ย... ว่าในภาษาดอกไม้ ดอกแดนดิไลออน แปลว่าอะไร? . ค่อยๆนึกนะ . . ..นึกออกมั๊ย?.. . . ..งั้น.. ผมกระซิบเบาๆ พอนะ . . มันแปลว่า "ความรักเป็นสิ่งที่พระเจ้าประทานให้" . . คงแปลกใจ ผู้ชายแข็งๆ เหมือนไม้หน้าสามคนหนึ่ง ทำไมถึงเขียนเรื่องนี้ . . ไม่มีอะไรหรอกครับ ..เพียงแค่.. "ผมเจอดอกแดนดิไลออนแล้ว"
******** March 17 เมื่อผมรักผู้หญิงพร้อมกัน...สามคน ผมเป็นผู้ชายที่หลงรักผู้หญิง พร้อมกันสามคนครับ
รักมาก .. รักจนไม่รู้ว่า ผมรักใครมากกว่าใคร รู้แต่ว่าผม ... ไม่สามารถเลือกใคร เพียงคนหนึ่งคนเดียวได้ ไม่สามารถขาดใครคนหนึ่งคนใดได้... ผู้หญิงคนแรก . . เป็นคนที่คอยดูแล เอาใจใส่ ห่วงใยผมเสมอ ผมรู้ว่าเธอรักผมมากกว่าชีวิตของเธอเสียอีก หลายปีมาแล้ว ที่เธอทำงานหนักเพื่อผม ทำงานหนักยิ่งกว่าคนรับใช้ผมเสียอีก แม้บางครั้งเธอดูจะจู้จี้ขี้บ่นไปบ้าง...แต่ทั้งหมดทั้งสิ้น ผมรู้สึกได้ด้วยหัวใจว่า . .ผมเป็นคนที่เธอรักที่สุดในโลก ถึงแม้ว่าในนาทีนี้ เราจะอยู่ห่างไกลกันบ้าง .. แต่เธอ .. ยังอยู่ในหัวใจของผมเสมอ ผมยังจำอ้อมกอดอันอบอุ่นของเธอ สายตาอันอ่อนโยน.. หัวใจที่พร้อมจะร้องไห้ เมื่อเวลาที่ผมเจ็บปวด ผู้หญิงคนที่สอง . . เป็นคนที่ผมใกล้ชิดที่สุดคนนึง ในวันนี้ .. เธอเป็นกำลังใจให้ผมต่อสู้ เป็นที่ปรึกษา เวลาที่ผมมีปัญหา เป็นคนที่ผมยอมที่จะแสดงความอ่อนแอออกมาให้เห็น.. เธอเป็นคนแรกที่จะยื่นมือมาดึงให้ผมลุกขี้นในวันที่ผมพลาดล้มลง และเมื่อผมเงยหน้ามาสบตากับเธอ ผมก็จะรู้ในทันทีว่า.. ผมจะต้องสู้ต่อไป ผู้หญิงคนที่สาม . .ร่าเริง บริสุทธิ์ . . ดวงดาอันซุกซนของเธอ ทำให้ผมมีรอยยิ้มได้เสมอ แม้ในเวลาที่แสนเหน็ดเหนื่อย ผมรู้สึกถึงการมีความสุขที่สุดในโลกเมื่อมีเธออยู่ในอ้อมกอด ผมชอบแอบมองเธอเวลาเธอนอนหลับ... ชอบแอบสูดดมเส้นผมของเธอ กลิ่นยาสระผมจางๆ มันทำให้ผมมีความสุขเหลือเกิน.. เธอเป็นคนที่ทำให้ผมรู้สึกแทบตายเมื่อเห็นเธอเจ็บปวด คำพูดเพียงคำสองคำของเธอ สามารถทำให้โลกทั้งโลกสว่างสดใสอย่างไม่น่าเชื่อ ในความรู้สึกของผม ผมรู้สึกว่า ผมเป็นคนที่มีความสุขที่สุดในโลกได้ ... ถ้าวันนึง..ผมกลับมาถึงบ้าน แล้วพบเธอทั้งสามคน อยู่ในบ้านผมพร้อม ๆ กัน ผมคงเป็นคนที่มีความสุขที่สุดในโลกที่ได้ยินเพียงคำพูดบางคำจากพวกเธอ "หิวมั๊ยลูก" ... "เหนื่อยมั๊ยคะที่รัก" .. "หนูคิดถึงพ่อค่ะ" credit: คุณ พี่ป๋อง March 13 A Life ชีวิตคนเราเป็นได้ทั้งสุขและเศร้า ตามแต่วิธีคิดของเรา
ชีวิตจ้อยร่อยก็ดูมีคุณค่า ตรงกันข้าม ชีวิตที่มีคุณค่าก็ดูจ้อยร่อยได้
ดังนั้นชีวิตคนเราก็เป็นไปตามทีเราปรับแต่งเอง
นี่คือชีวิตของคน จำไม่ได้ว่าเคยได้ยินมาจากที่ไหนแต่อดไม่ได้
ที่ต้องหวนนึกถึงคำนี้อยู่หลายครั้ง "เราไม่ได้ตายเพราะแก่ แต่ความตาย
เริ่มต้นขึ้น เมื่อเราหยุดก้าวที่จะบุกเบิกทีละก้าว...ละก้าวด้วยตัวเราเอง"
January 30 ...คนดี กับ คนเลว... ...มาคุยกันเถิด...คนดีกับคนเลวคืออะไร...
คนเรามักมีปัญหาในการตีค่าของคนคนหนึ่ง
- - - - - - - - -
ชายคนหนึ่งประกอบอาชีพ ที่ต้องรับผิดชอบลูกน้องกว่า 10 ชีวิต
ธุรกิจไม่ได้ราบรื่น ทำให้ลูกน้องบ่นเสมอ เกี่ยวกับเงินเดือนที่ล่าช้า
คู่ค้าของเขาเริ่มมีปัญหาจากการจ่ายเงินที่เอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้
ซึ่งบ่อยครั้งเค้าไม่จ่าย....
ลูกน้องเริ่มเดินออก...คู่ค้าไม่ส่งของให้เค้า
และพูดบอกต่อๆกันว่า อย่าไปทำธุรกิจกับหมอนี่นะ...มันขี้โกง
ดูเหมือนเค้าเป็น "คนเลว" ใช่มั๊ย?
---------------------------------------------------------
มีอีกมุมมองหนึ่งที่คนทั่วไปไม่รู้...แต่ผมรู้
เค้าเป็นคนรักครอบครัวมาก
เขาพยายามทำทุกอย่างเพื่อลูกเพื่อเมีย
พาเมียไปเที่ยวต่างประเทศ ส่งลูกเรียนในโรงเรียนที่ดีที่สุด ครอบครัวกินดีอยู่ดีมีสุข ในฐานะของความเป็นผู้นำครอบครัว เขาไม่มีจุดที่ต้องให้ตำหนิติเตียน ในฐานะของความเป็นพ่อ เขาส่งมอบชีวิตที่ดีที่สุด เท่าที่พ่อคนหนึ่งจะทำเพื่อลูกได้ ดูเหมือนชายคนนี้เป็น “คนดี” ใช่ไหม ? ---------------------------------------------------------
คำถามที่ผมมักจะคุยกับตัวเองเป็นประจำ...มีชายแบบนี้ผ่านเข้ามาในชีวิตของเรา นับร้อยนับพัน
คนที่ความดีและความเลวปะปนกันอยู่จนแยกไม่ออก..
ในมุมมองของพนักงานและคู่ค้า เค้าคงจะเป็น "คนเลว"
ในมุมของลูกเมียหากรู้ว่าเขาทำทุกอย่างแบบนี้
จะรู้สึกผิดหวังและเสียใจบ้างไหม... ที่เขาโกงคนทั้งโลก เพื่อให้ลูกเมียตัวเองสุขสบาย ในมุมของเขา...เขาคิดอะไรอยู่ ? ในมุมของผม ถ้าเป็นเขา...ผมจะทำอย่างไร ? แล้วถ้าเป็นคุณ....คุณจะคิดอย่างไร ?. December 02 เดือนธันวาคม ช่วงเวลาแห่งการมองดูตัวตน เมื่อถึงเดือน 12 ของทุกๆปี ตัวผมเองมักจะนั่งอยู่ในห้องคนเดียว คิดและทบทวนเรื่องราวที่ผ่านมาของตลอดทั้งปีว่าเราได้ทำอะไรลงไปมั่ง ตั้งคำถามกับตัวเองว่าเราได้ใช้ชีวิตของเราได้คุ้มค่าและเป็นประโยชน์กับผู้อื่นมากน้อยแค่ไหน ซึ่งคำตอบอาจจะเป็น รอยยิ้มเล็กๆ หรือ ความรู้สึกหนักใจ คละๆ กันไป
ชีวิตของเรามันไม่ใช่เครื่อง เล่น VCD ที่จะมีปุ่ม reset เมื่อต้องการเริ่มใหม่ได้ แต่มันเปรียบเสมือนบทละครเทคเดียวที่ต้องเล่นไปเรื่อยๆไม่มีการแก้ไขในเทคนั้นๆ ผลการกระทำของเราไม่ว่าจะดีหรือจะเลว เราก็ต้องยอมรับ เพียงแต่ว่าจะมีโอกาสปรับปรุงให้มันดีขึ้นหรือไม่
ยังไงก็ตาม ตัวผมเองก็มีเรื่องดีๆเกิดขึ้นมากมายในรอบปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการได้พบกับอาจารย์หลายๆท่าน การได้ทำงานกลุ่มกับเพื่อนๆ การได้ช่วยน้องๆในการเป็นผู้ช่วยของอาจารย์ การได้ลองฝึกงานจริงในสาย computer softwareหรือการรับงานในเชิง business รวมทั้งได้พูดคุยกับบุคลากรเก่งๆ ทำให้ได้พัฒนาขีดความสามารถในด้านต่างๆ ทั้งเหล่าผองเพื่อน ที่สำคัญทำให้ผมเรียนรู้การใช้ชีวิตดีๆ อย่างมีคุณค่าและมีความสุขทีได้แบ่งปันคุณค่านั้นแก่ผู้อื่น
พูดไปพูดมาก็ย้อนกลับไปเข้าเรื่องหนังที่ผมยังคงประทับใจไม่รู้ลืม Saving Private Ryan : เรืองราวของผู้กองของกองทัพสหรัฐ นำเหล่าทหารแปดนายเพื่อไปตามตัวพลทหาร
ที่ชื่อ Ryan กลับมาและพาตัวเขากลับไปส่งที่บ้านเพื่อตอบแทนครอบครัวของเขาที่เสียสละชีวิตในสนามรบไป 3 นาย ซึ่งทั้งหมดเป็นพี่ชายของ Ryan. กลุ่มทหารที่นำตัว Ryan กลับนั้นระหว่างทางก็ประสบ เคราะห์กรรมต่างๆ เพื่อจะพาตัว Ryan กลับมาให้ได้ ทหารภายในหมู่ก็ค่อยๆล้มหายตายจากไปเรื่อยๆ จนสุดท้าย ผู้กองก็ต้องจบชีวิตลง แต่ก่อนผู้กองจะสิ้นลมหายใจ
ก็ได้เรียก Ryan มาและกระซิบด้วยเสียงที่แทบจะหมดลมหายใจว่า "Earn it" และจบชีวิตลง
ฉากตัดกลับมาที่คนแก่ผมขาวยืนเคารพศพน้ำตาไหลพราก ณ สุสานทหารที่เสียชีวิตจากสงคราม และพูดว่า "ผมเป็นคนดี ผมได้ใช้ชีวิตที่ได้รับอย่างคุ้มค่า และเป็นประโยชน์ที่สุดแล้ว” ก่อนทีจะวันทยาหัตถ์เพื่ออำลาผู้กองแบบทหาร
ผมย้อนกลับมาดูตัวเองจากาพสะท้อนของหนังเรื่องนี้เสมอๆ คนกว่าแปดคนต้องตายเพื่อคนๆ หนึ่งที่ไม่รู้จัก เพื่อที่จะต้องปกป้องและต้องพาเขากลับบ้าน โดยคำสุดท้ายที่ผู้กองทิ้งไว้ว่า "Earn it" ซึ่งเป็นคำที่บอกให้ Ryan รู้ว่านับจากวันนี้ จงใช้เวลาที่เหลือทั้งหมดในชีวิต ทำประโยชน์สูงสุดให้แก่ประเทศชาติ สังคมและตัวเค้าเอง สมมติถ้า Ryan กลับมากลายเป็นมาเฟียค้า อาวุธ ยาเสพติด มันคงน่าเสียดายที่ชีวิตของคนหลายๆคน ต้องตายเพื่อ อนาคตพ่อค้ายาเสพติด
สุดท้ายผมต้องขอขอบคุณ คุณพ่อ คุณแม่ที่ให้ชีวิตและสั่งสอนผมให้ใช้ชีวิตที่คุ้มค่าในการทำงานเพื่อสังคม ขอขอบคุณ มหาวิทยาลัยเกษตรศารตร์ที่ได้ให้ทีพักพิงและที่ความรู้อย่างเต็มเปี่ยมสำหรับผม รวมทั้งขอบคุณผู้อ่านทุกๆท่านที่อ่านจนจบเรื่องราว ถ้ามีคนอ่านบทความนี้และใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่าเพื่อสังคมผมคงจะดีใจและบอกกับผู้กองที่ช่วย Ryan ว่า
ผมได้ "Earn คุณค่าในชีวิตของผมแล้วครับ" September 23 บทความดีๆไม่ได้อัพมาสักพัก อยากให้มันผ่อนคลายบ้าง เจอภาพเหล่านี้อ่านแล้วรู้สึกประทับใจเอามาฝากกันครับ July 02 ความประทับใจ in SIFE Thailand 2006 วันที่ 30 ที่ผ่านมาได้มีการประกวดแข่งขัน SIFE Thailand 2006 รอบสุดท้ายที่ จุฬาลงกรณืมหาวิทยาลัย โดนผู้ชนะเลิศจะเป็นตัวแทนจากไทยไปแข่งขันต่อที่ ปารีส ซึ่งเป็นการประกวดเกี่ยวกับ การสร้างโครงการต่างๆทาง ธุรกิจเพื่อชุมชน นะครับ ทีมเต็งจ๋านอนมาก็มี จุฬา ที่ได้ไปแข่งโครงการนี้ในระดับโลกมาแล้ว
แต่ละมหาวิทยาลัยกว่า 14 มหาวิทยาลัย เตรียมตัวกันมาอย่างดี และเป็นมืออาชีพมากๆ รวมทั้งกรรมการผู้ตัดสินก็เป็นผู้ทรงอิทธิพลในวงการธุรกิจทั้งหลายในประเทศไทย ที่เป็นทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ
ทีมแรก ที่ present คือ ธรรมศาสตร์ นะครับ การเตรียมทีมของเค้านี่หายห่วง ภาษาอังกิดระดับเทพเจ้า มา present โปรเจคต่างๆ ของเค้าไป หลายฝ่ายมองว่าการpresent ดี แต่โปรเจคยังเป็นนามธรรมมากไป ไม่น่าทาบรัศมี จุฬาได้
ทางจุฬา ที่เตรียมทีมที่ดีที่สุดของมหาวิทยาลัยมา present ทั้งการพูดภาษาอังกิด slides ที่ทำจากมืออาชีพ และโปรเจคที่ถูกออกแบบจากอาจารย์ที่ปรึกษาชื่อดังระดับประเทศ ผลลัพท์ของโปรเจคของจุฬาแต่ละโปรเจคถูกโชว์ด้วยตัวเลขที่น่าตื่นตา การ present ที่ตื่นเต้นตลอดเวลา และช่วงตอบคำถามที่เตรียมข้อมูลอย่างดีและตอบอย่างฉะฉาน
จนทุกคนลงความเห็นว่าให้ไปเหอะแชมป์
เกษตรศาสตร์ จากโปรเจคที่ทางพี่ๆ และ อาจารย์คณะบริหารเตรียมมาอย่างเลิศเลอ รวมกับทีม present สาวๆ ที่คัดทั้งหน้าตาและความสามารถด้านภาษามาอังกิดเป็นอย่างดี รวมกับ ผมหนึ่งเดียวที่เป็นชาย จากการจับพลัดจับผลูมา present - -" และเราก็นำเสนอการ presentation ที่แสดงถึงความร่วมมือร่วมใจทุกฝ่ายออกมาได้อย่างน่าประทับใจ
ผมก็พึ่งรู้ (ไม่เคยนึกมาก่อน)ว่า เกษตรศาสตร์สามารถ ฟอร์มทีม presentation ที่ยอดเยี่ยมไม่แพ้ จุฬาและ ธรรมศาสตร์ได้เหมือนกัน หลายฝ่ายฟันธงมีลุ้นแบบเสียวๆสำหรับรางวัลชนะเลิศ
ต่อมาเป็น เด็กนักเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ที่เป็นไฮไลท์ ของผมเลยก็ว่าได้พูดภาษาอังกิดกันแทบไม่ได้ มา presenst ใน รูปแบบ วิดีโอ ล้วนๆ แทบไม่มีการสื่อสารจาก presentor เลย (เพราะ พูดไม่ได้ไง)_ ไม่ต้องพูดถึงเลยว่าช่วงตอบคำถามจะเกิดอาไรขึ้น (สรุปว่าตอบเป็นภาษาไทย - -" ในงานระดับ inter) โปรเจคที่นายร้อยไปทำคือ เค้าเข้าไปหากลุ่มชุมชน ที่ยากจนมากๆ คุยกับกลุ่มป้าๆทั้งหมดว่าทำไรอาไรได้มั่ง จนในที่สุดจึงรู้ว่า ป้าๆ สานตะกร้าเก่ง จึงบอกป้าก็สานตะกร้ากันขายดิ เกิดปัญหาขึ้นมากมาย ป้าๆโหวกเหวก บอกขายไปไม่เคยออกไม่ทำแล้ว เหนื่อย และก็เป็นทีของนักเรียนนายร้อยที่เข้ามาช่วยแก้ปัญหาให้ชาวบ้านรวมใจกัน และ เริ่มสอนหลักการตลาดอย่างง่ายๆ ให้พวกป้าๆ คุณธรรมจริยธรรม สอดแทรกเข้าไป จนสุดท้ายตะกร้าสานแบรนด์ "ฟ้าประทาน" (พึ่งมาตั้งกันหลังจากขายออก) ก็สามารถขายได้จริงๆ มียอดสั่งทำล่วงหน้าจากกลุ่มผู้ค้า OTOP ภายในจังหวัด และนำขึ้นถวาย
พระเทพ ในที่สุด การ present เป็นวิดีโอที่บันทึกเรื่องราวทั้งหมด อย่างน่าทราบซึ้งใจเค้าเข้าไปช่วยชาวบ้านให้ยืนด้วยลำแข้งจิงๆ แต่ทุกคนก็ลงความเห็นว่าตกรอบไปเหอะ ขาดความ inter ไปปารีสก็ไปขายหน้า
ผลสรุปออกมาทีม ที่ชนะเลิศได้แก่ นายร้อยพระจุลจอมเกล้า !!! ทุกคนอึ้งกันเป็นแถบๆ แต่พอทุกคนอารมเย็นแล้วมานั่งคิด ว่าเพราะอะไร หลายๆคนถึงบางอ้อ ก็จะรู้ว่า จุดหมายจริงๆของโครงการคืออะไร ตัวเลขบนแผ่นกระดาษหรอ?
ไม่ใช่แต่ทั้งหมดที่โครงการหวังคือ เราเข้าไปช่วยให้ชุมชนช่วยตัวเองได้ ยืนด้วยตัวเองได้ แบบนายร้อยนี่ไง ไม่ใช่การอบรมเขียนแผนธุรกิจหรือการอบรมการ นำเข้าและ ส่งออกสินค้าหรอก เศรษกิจพอเพียงที่ทุกๆคน มองข้าม การช่วยชุมชนที่แท้จริง คืออะไร นายร้อยเค้าตอบได้ทุกโจทย์ จริงๆ
ขอบคุณ กรรมการ จิงๆ เป็นธรรม และเป็นกลางในทุกแง่มุมจิงๆ
สุดท้ายนี้ ขอขอบคุณพี่ๆคณะบริหาร พี่ๆและเพื่อนจากคณะมนุษยศาสตร์ที่ช่วยให้เรา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้รับรางวัล The Spirit of SIFE มาครอง June 04 Chapter 3 :: why franchise ไทยไม่บูม!! ถามว่าจะมีแบรนด์ไทยกี่แบรนด์ที่ทำให้ตลาดโลกต้องเหลียวหลัง ถ้าในโซนเอเชียก็ sony , samsung, LG,Honda,Toyota
ที่ในระดับโลกยอมรับ แล้วแบรนด์ไทยหละ?
เนื่องจากแบรนด์ไทยไม่แข็แรง เมื่อไม่แข็งแรงก็สร้าง frachise ไม่ได้ อย่าว่าแต่ขยายเลยแค่ทำตลาดก็หินแล้วในสมัยนี้ เหตุผลที่
แบรนด์ไทยขี้โรคคือ 'ขี้เหนียวแต่อยากได้กำไรเยอะๆ' วันนี้เราจะมาวิเคราะห์และจะพาไปดู case study ที่แต่ละแบรนด์ลงทุนสร้างแบรนด์ในระยะเริ่มต้นโดยใช้เงินมหาศาลจนติดตลาดภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว
1. ขี้เหนียวในการสร้างแบรนด์
เถ้าแก่ส่วนใหญ่(ร้อยละ 99 เลยเอ้า) ที่บอกเท่าไรก็ไม่เชื่อไม่กล้าลงทุนแต่อยากได้กำไร สิบ เท่า แต่ไปจ้างคนมาออกแบบโฆษณาในราคาถูกสุดได้งานไป แล้วก็ได้งานที่คุณภาพสุดเสี่ยว ไม่ได้ดูเรื่องไอเดียเลย
นักธุรกิจส่วนน้อยที่ให้ความสำคัญ โดยการเผื่องบประมาณสำหรับไอเดียเจ๋งๆ เป็นอันดับแรกยอมลงทุนจ้างทีมงานเก่งๆมา ถ้าอยากให้แบรนด์ติดตลาด ต้องลงทุนกับไอเดีย และ รสนิยมก่อนเป็นอันดับแรก ถ้ายังนึกภาพไม่ออก ลองนึกถึงร้าน
ไอศกรีม Iberry ที่สร้างแบรนด์จากไอเดียและรสนิยมการสื่อสาร ยอมลงทุนกับการออกบบทุกชนิด ทั้งโลโก้ หน้าร้าน นามบัตร ทุกๆอย่าง ที่เกี่ยวกับการสื่อสาร ที่ผมชื่นชอบอย่างมากก็ตรงที่สามารถนำไอติมที่มาจากผลไม้ไทยๆ อย่าง มะปราง
มะยม, มังคุด, เงาะ แต่สามารถสร้างให้ดูเก๋ และมีรสนิยมได้ ถือว่า สุดยอด (คิดเหมือนผมรึป่าว)
2. เอาตัวเองเป็นที่ตั้ง
ไม่ยอมศึกษาลูกค้าให้ดีพอ เอาความคิดรสนิยมส่วนตัวเข้าไปตัดสินว่าลูกค้าชอบอะไร สีไหน สิ่งสำคัญที่สุดของในยุคนี้คือ 'รสนิยม' สำคัญ max ในการสื่อสาร ถ้าคุณรู้ได้ว่ากลุ่มลูกค้าของคุณมีรสนิยมแบบไหนแล้วคุรสามารถสื่อสารได้ตรงจุด
กลุมผู้บริโภคเหล่านั้นก็จะมาเป็นสาวกของสินค้าคุณ อย่าง แบรนด์ Soda เป็นต้น ที่สื่อสารกับ เด็กที่ hip แต่ดูรวย อย่างได้ผล
Different or Die ผมพึ่งอ่านหนังสือเล่มใหม่ของผมมา เจอจุดที่น่าสนใจมาก คือ ความอยู่รอดในยุดที่มีการแข่งขันสูงมากๆ คือ 'แบรนด์ใดไม่สามารถสร้างความแตกต่าง อาจถึงตายได้' ต้องสร้างความโดดเด่นให้กับ product ถ้าเราไม่มีความโดดเด่นก็ต้องขายสินค้าให้มี emotion benefit ขายความรู้สึกให้ได้ โดยเฉพาะสมัยนี้ที่สินค้าคุณภาพจะใกล้เคียงกัน เพราะฉะนั้น ถ้าคุณสร้างได้มันก็จะไปอยู่ในใจของผู้บริโภค อย่างแน่นหนา นึกไม่ออก นึกถึง iPod นะ มีเครื่องเล่น mp3 ระดับสูงๆ ตั้งเยอะ แต่ iPod ก็ยังขายดี
Differenting Idea ต้อง Simple, visible, make sense
เนื่องจากการรับรู้ของมนุย์มีขีดจำกัด จึงต้องใช่ไอเดีย ง่าย กระชับ และสั้นที่สุดเท่าที่จะทำได้ ให้ get idea ที่นำเสนอให้เร็วที่สุด ถ้าคุณทำได้ เวลาคนนึกถึงหัวข้ออะไร ฏ้จะนึกถึงคุณก่อนเป็นอันดับแรแก เพราะ ความง่าย ในการจดจำนั่นเอง ต้อง เลือก differenting idea ที่แข้งแรงสุดๆ โฟกัสแต่ตรงนี้ แล้ว ป้อนเข้าไปถี่ๆ เพื่อให้เกิดการจดจำ
สุดท้ายนี้ ผมขอตบท้ายด้วยประโยคที่โดนมากๆที่ว่า Good design is good business! May 29 ดิ แอพเพรนทิส จบไม่สง่างาม เมื่อคืน วันที่ 28 ดิแอพเพรนทิส รายการเรียลลิตี้โชวชื่อดัง ของมหาเศรษฐีชาวมะกัน เพิ่งจะปิดตัวซีซั่นที่สามไป ((ในสหรัฐคาดว่าเป็นซีซั่นที่สี่หรือห้าแล้วครับ)) ................................................................................................... คนแรก "แรนดอล" ดีกรีปริญญาห้าใบจากสถาบันชั้นนำ งานสุดท้ายในรอบชิงชนะเลิศ ทีมของแรนดอลเจอฝนที่ไม่ได้คาดคิด
................................................................................................... คนที่สอง "รีเบ็กก้า" นักข่าวสายธุรกิจการเงินจากชิคาโก แต่ข้อดีของเธอก็มีเยอะเหมือนกัน ในรอบชิงชนะเลิศ ผู้บริหารของ Yahoo ก็ประทับใจเธอมากเหมือนกัน ................................................................................................... เลือกผู้ชนะยากจนนาทีสุดท้าย ในขณะที่รีเบ็กก้าไม่เคยตอบโต้ในลักษณะ "สาดโคลน" เข้าหาแรนดอลเลยแม้แต่ครั้งเดียว ................................................................................................... เพื่อจะเอาชนะเด็กผู้หญิงอย่างรีเบ็กก้า ความผิดหวังเห็นได้จากสีหน้าของผู้บริหารสองคนของทรัมป์ นั่นคือจอร์จ และ แคโรลิน ................................................................................................... ................................................................................................... แต่สุดท้ายแรนดอลก็ทำให้โลกเห็นว่า ทรัมป์ตัดสินใจผิดที่เลือกเขา ทรัมป์ยอมรับความคิดเห็นของแรนดอลเพราะออกปากไปตั้งแต่ต้นแล้ว งานนี้เก่งทั้งคู่ +++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
ป.ล ขอบคุณพี่ชายผม(พี่ไวส์) สำหรับบทความดีๆครับ May 27 Business point of view chapter2 : DTAC work ๆ มีคน request มานะครับสำรับ DTAC ขอบอกว่างานนี้ยากจนถึงยากเกินไป - -" ปกติที่คิดไว้จะเป็นพวก SME นะครับแต่เพื่อเพิ่ม ความหลากหลาย ก็ต้องขอทำดู นั่งหาข้อมูลตั้งแต่เช้าซึ่งปกติไม่เคยตื่น ฮา หลังจากได้ข้อมูลของ DTAC มาแล้วก็
ต้องมานั่งดู annual report อีกครับ เพื่อความชัดเจนของข้อมูลว่า นาย ลิ้งค์ ไม่ได้นั่งเทียนมา รวบรวมข้อมูลไว้พร้อมแล้ว เริ่มลงมือทำ เจอปัญหาครับเขียนไม่ออก งงสิครับ แต่ในที่สุดครับ การลอกไม่เคยปราณีใครน
Chapter2 :: DTAC workๆ
บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ “ดีแทค” หนึ่งในผู้นำ ด้านการให้การบริการโทรคมนาคมในประเทศไทย โดยให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในระบบความถี่ 800 และ 1800 เมกะเฮิรตซ์ เป็นเบอร์ 2 รองจากพี่เบิ้ม AIS
Point Of View BY LInK ไม่ขอเป็น point of view ละกันครับ วันนี้ขอเป็นแนวทางของ DTAC ลอกๆเค้ามาเลยครับ โดยในปัจจุบันเมื่อมอง Trend ของการให้บริการด้าน Voice แล้วจะพบว่า ตัว Service เริ่มที่จะเข้าใกล้จุดอิ่มตัวแล้ว นั่นคืออัตราการเพิ่มขึ้นของจำนวนลูกค้าเริ่มที่จะลดลง แสดงว่าบริการด้าน Voice Service ของ Operator ซึ่งรวมทั้ง DTAC ไม่เพียงพอต่อการขยายตลาดผู้ใช้บริการอีกต่อไปแล้ว นั่นคือผู้ให้บริการจำเป็นที่จะต้องสร้าง Value Added Service หรือ VAS ขึ้นมาเพิ่มในการให้บริการแก่ผู้ใช้บริการ ซึ่งตัว VAS นี่เองที่จะเป็นที่มาของการทำ Research & Development ของผู้ให้บริการ หรือ Operator ต่างๆ ในส่วน Research and Development ของ DTAC จะทำในส่วนของ 1. Consumer Research หรือการศึกษาที่ตัวผู้บริโภคนั่นเอง เนื่องมาจากการที่ VAS (Value Added Service) สามารถที่จะพัฒนาได้อย่างหลากหลายมากในตลาด โดยการที่ทางบริษัท DTAC จะทำการลงทุนไปโดยไม่ศึกษาถึงความต้องการของลูกค้าก่อนก็อาจส่งผลทำให้เดินผิดทางได้ คือ Service ขายไม่ออก เช่น การสร้าง VAS ในลักษณะของการรายงานผลการแข่งขันอเมริกันฟุตบอล ของ NFL ผ่านทาง SMS แต่ถ้าในประเทศไทยผู้บริโภคไม่ค่อยนิยมกีฬาชนิดนี้ ก็อาจจะขาย Service ไม่ได้ และทำให้การลงทุนไป เกิดการเสียค่าใช้จ่ายไปโดยเปล่าประโยชน์ เป็นต้น ดังนั้นการศึกษาผู้บริโภคจึงเป็นสิ่งจำเป็นมากสำหรับ Operators โดยบริษัท DTAC เองนั้นก็จะมีการทำ Research ในแง่ของการทำ
2. Product Research เนื่องมาจากการที่ Service VAS ของ DTAC ในปัจจุบัน มีอยู่เป็นจำนวนมาก (ประมาณ 2,500 Service เช่น SMS, Voice mail, GPRS-WAP, Audio text, *111, Bug 1113, Content Provider Application ต่าง) ซึ่งรวมทั้งหมดที่ Launch ออกมาตั้งแต่ที่ DTAC ได้มีการให้บริการ VAS ตั้งแต่ในอดีต โดยทาง DTAC จะนำมาทำการ Revise ใหม่ทั้งหมดเพื่อเลือก Service ที่มี Potential สูงในตลาดมาทำการพัฒนาเพิ่มเติม หรือ ทำการต่อยอด เพื่อขยายตลาดให้มีลูกค้าใช้มากขึ้น และในทางกลับกันก็จะทำการเลือก Service ที่มี Potential ต่ำมาทำการ Remove ออกไปจากตลาดเพื่อลด Cost ของบริษัทลง 3. Competitors Research นอกเหนือจากการศึกษา Consumer และ Product ในตลาดแล้ว DTAC ยังมีการ ศึกษาปัจจัยที่อยู่ภายนอกบริษัทด้วย นั่นคือคู่แข่ง อย่า AIS, Orange และ Hutch ซึ่งจำเป็นที่จะต้องมีการทำวิจัยในแง่ของ ความพอใจของลูกค้าที่มีต่อ Service ของเราเทียบกับคู่แข่งด้วย ซึ่งหากลูกค้ามีความพอใจใน Service หรือ ปัจจัยบางอย่างของบริษัทคู่แข่งมากว่า ก็ต้องทำการพัฒนาในส่วนนั้นๆ ให้ดียิ่งขึ้น โดยยกตัวอย่างผลการทำ Research เช่นในเรื่องของสัญญาณ ที่เป็นรอง AIS อยู่ ดังนั้นทาง DTAC ต้องมีการเอาจริง เอาจัง และพัฒนาในส่วนนี้
P.S ต้องขอขอบคุณคนที่อ่านจบนะครับ
May 24 new column "Business point of view" chapter1: Rotiboy ตั้งใจทำ Blog นี้เป็น คอลัมส่วนตัวนะ เพราะฉะนั้นตั้งแต่นี้ Link's blog ก็จะเปลี่ยนเป็น business point of view Column
แล้วยังไงก็ฝากพี่ๆ เพื่อนๆ ช่วยกันเข้ามาอ่านด้วยนะครับ เพราะผมจะ อัพ ทุกสัปดาห์ ขอเริ่มธุรกิจแรกเลยนะครับ
Column 1: Rotiboy กับความร้อนไม่เลิกราของขนมปังอบมาเลย์
หากผ่านไปแถวสยามแสคว์ซอย4 คุณจะเห็นปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นกับขนมปังอบ Rotioy ตึกแถวคูหาเล็กๆ แต่มีคนต่อแถวซื้อออกมานอกถนนไม่ต่ำกว่า 10 เมตร ยิ่งในวันหยุด เสาร์-อาทิตย์ อาจต้องรอนานกว่า หนึ่ง ชั่วโมงด้วยซ้ำ ผมค่อนข้างแน่ใจว่าคุณคงไม่เคยเห็นการซื้อขนมด้วยความอดทนแบบนี้มาก่อน
ปรากฎการณ์ Rotiboy (ไมรู้จะใช้คำอะไร) ได้รับการกล่าวขาน ทั้งจากปากต่อปาก และสื่อต่างๆ รวมถึงกระทู้ร้อนๆ ใน
อินเตอร์เนต มีทั้งผู้ที่สนใจ อยากลิ้มลองบ้าง และหลายคนตีความว่าเป็นนดยบายการตลาดจ้างคนมายืนต่อแถว แต่สำหรับคนจุดกระแส(คุณพรเพ็ญ เจ้าของร้าน Rotiboy simsquare) คิดว่านอกจากรสชาติที่อร่อยจริง ก็คงเป็นเพราะ ทำเลทองที่มี
และเธอเองก็ยังก็ยังอาศัย connection ส่วนตัวช่วยโปรโมตทั้งในด้านสื่อและปากต่อปาก ในขณะที่ประเทศต้นตำรับแม้จะขายดี แต่ก็ไม่เท่าบ้านเรา
Ponit of view :: By Link
มันใหม่สำหรับคนไทย คอนเซ็ปต์คือ กลิ่น มันน่าสนใจมาก ดึงดูดลูกค้าให้มาสนใจ เป็น Essitic marketing โปรดักท์ที่ให้ความรู้สึก หนึ่งคือ กลิ่น สองขายความสดใหม่ออกจากเตาเลย อย่างเช่นร้านกาแฟที่ขายกลิ่นออกมาก่อนทำให้เกิดความรู้สึกอยากเข้าร้าน
การเปิดหน้าร้านโล่งทำให้รู้สึกเข้าถึงได้ง่ายเมื่อเทียบกับร้นขนมที่ปิดประตู เพราะให้ความรู้สึกที่เป็น Low cost model
ถ้าจัดดีเกินไปหรือมีห้องที่ปิดสวยหรู ก้จะสร้างความรู้สึกว่าแพง ไม่กล้าเข้า แต่ว่าอันนี้โดยตัวสินค้าเองมันส่ง
ในแง่ของ Marketing promotion ที่เขาเปิดที่สยาม มันก็เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ ถ้าแบรนด์จะดังๆ จะใช้เครื่องมือทางด้าน Advertising and Promotion โดยตรงด้วยสื่อวงกว้าง ถ้าไม่ได้ก็ต้องใช้เรื่องของ Location มาเป็นตัวขับ
เรื่องของ Word of Mouth มาแรงทุกคนพูดถึง เท่าที่ฟังมาเขาใช้วธีแจกให้กินฟรีก่อนแล้วหลังจากนั้น word of mouth มันออกไป คนเริ่มเข้าแถวเลยมีคนเข้าแถวตาม ซึ่งผมคิดว่ามันเป็นอะไรที่ใหม่สำหรับตลาดเท่านั้นเอง ถามว่าจะใหม่ไปได้ยาวแค่ไหน ผมก็ไม่แน่ใจ แต่คิดว่าไม่ยาวเท่าไร ได้ยินว่าสินค้าตัวนี้ที่มาเลเซียก้ไม่มีคนมาต่อแถวรอขนาดนั้น
มันกลายเป็นธรรมดาไปแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องของ Product life cycle ถึงวันหนึ่งที่คนไม่รู้สึกว่าใหม่แล้ว ผมว่าปรากฎการณ์พวกนี่ก็คงจะหยุด
ที่ตอนนี้ยังเห็นไม่ชัดนักก็คือ การแข่งขัน ในเมื่อเขาขายดีขนาดนั้น ใครๆก็อยากโดดเข้ามา ไม่นานก็จะมีการแข่งขันกัน ในเรื่องราคาเจอแน่ ผมว่า Life cycle เอง ถ้าคู่แข่งเองอัดกันหนักๆ รายที่แข็งเท่านั้นที่จะอยู่ (เหมือน ชาเขียว) แต่จะแข้งด้วยอะไร เรื่องรสชาติมีความแตกต่างกันมั๊ย มันมีสูตรพิเศษที่พอคนสัมผัสแล้วลืมไม่ลงหรือป่าว พอเข้าปากก็คงเป็นตัวตัดสิน แล้วว่าเขาขะกินซ้ำมั๊ย โปรดักส์นี้ Key word มีอยู่คำเดียว คือ คำว่า ' อร่อย ' ถ้าไม่อร่อย วันนึงคุณก็ต้องไป
แต่ถึงแม้คุณจะอร่อย แต่มีคนอร่อยกว่าคุณก็ไปอยู๋ดี
เรื่องของแฟรนไชน์ ผมมองตัวเจ้าของแฟรนไชน์แข้งแรงแค่ไหน มี vision และ long term strategy รึป่าว บางรายพึ่งเปิดก็ประกาศขายแฟรนไชน์เลย ผมว่าเสี่ยง เพราะแฟรนไชน์ คือการจ่ายเพื่อนซื้อความสำเร้จ นั่นคือเรายอมจ่ายแล้วเรา ขายได้ทันที คนรู้จักเราทันทีแล้ว เราก็ซื้อความสำเร้จนั้นมา เป็นฐานให้เราเติบโต แฟรนไชน์ที่ไม่มีฐานเดิมอยู่เลยหรืออยู่ในระหว่างสร้างฐาน คุ้มหรือที่จะจ่าย ผมว่าตัวที่เป็นผู้นำตลาดได้เปรียบกว่า
ตอนนี้เชื่อว่าจุดขายก็ยังคงอยู่ที่ความเป็นของใหม่ แต่ในระยะยาวมันก็คงอยู่ที่การสร้างกระแส และความเร็วในการขยายธุรกิจออกไป จนวันหนึ่งที่มันอิ่มตัวเต็มที
PS ฝากคอลัมน์แรกด้วยนะครับ comment สิ่งที่อยากให้เพิ่มหรือปรับปรุง หรือว่าสนใจ ธุรกิจอะไรอยากฟังมุมมองจากผมก็บอกๆกันมานะครับ (มือใหม่หัดวิเคราะห์)
May 12 คำกล่าว ของ ฮั่นโกโจฮั่นโกโจ ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ฮั่น เคยกล่าวไว้ว่า
"พูดถึงการวางแผน ข้าสู้จางเหลียงมิได้ พูดถึงการปกครองประเทศชาติให้ร่มเย็นเป็นสุข ข้าสู้เซียวเหอมิได้ พูดถึงการสู้รบ ข้าสู้หันซิ่นมิได้ บุคคลทั้งสามล้วนเป็นยอดคน แต่ข้าสามารถใช้งานคนทั้งสามได้ December 27 ปีนี้ countdown นานขึ้น 1 วินาที???ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ ปี 2006 ก็จะมาถึงช้ากว่าปกติ แต่ไม่นานนัก เนื่องจากจะมีการแทรกเวลาในเวลาโลกก่อนเที่ยงคืนวันส่งท้ายปีเก่าตามเวลามาตรฐานกรีนิช 1 วินาที อันถือเป็นวินาทีอธิกสุรทินครั้งแรกในรอบ 7 ปี
จากข้อมูลของสถาบันด้านมาตรฐานและเทคโนโลยีของสหรัฐฯ (NIST) ระบุว่า วันที่ 31 ธันวาคมที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่วันนี้ จะทำให้เวลาในซีกโลกตะวันตกของเวลามาตรฐานโลก หรือเวลามาตรฐานกรีนิช (GMT)เนิ่นนานกว่าวันอื่นๆ 1 วินาที เวลา 1 วินาทีที่เพิ่มขึ้นดังกล่าว เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงที่คาดไม่ถึงของการหมุนรอบตัวเองของโลกที่เกิดกับนาฬิกาอะตอมทั่วโลก โดยการหมุนรอบตัวเองของโลกอาจใช้เวลาเร็วขึ้นหรือช้าลงขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง อาทิ กระแสน้ำขึ้นน้ำลง ทำให้ต้องมีการปรับเวลาของนาฬิกาอะตอมที่มีความเที่ยงตรงสูงให้สอดคล้องกัน ครั้งแรกที่มีการเพิ่มวินาทีเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 1972 ซึ่งเป็นปีที่มีการลงนามข้อตกลงการคำนวณเวลาสากล และครั้งล่าสุดก่อนหน้านี้เกิดขึ้นเมื่อ 7 ปีที่แล้ว สำหรับครั้งที่จะเกิดขึ้นสิ้นปีนี้ เป็นครั้งที่ 23 ในรอบ 33 ปี ทั้งนี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เอิร์ท โรเทชั่น แอนด์ เรฟเฟอเรนซ์ ซิสเต็ม เซอร์วิส เป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่ชี้ขาดกำหนดเวลาของวินาทีอธิกสุรทิน โดยภายใต้ข้อตกลงสากล การเพิ่มหรือลดเวลาของนาฬิกาอะตอมทั่วโลกจะมีขึ้นในวันที่ 30 มิถุนายน หรือไม่ก็ 31 ธันวาคม NIST อธิบายว่า กระบวนการดังกล่าวจะเริ่มต้นขึ้นเมื่อเวลา 23:59:59 GMT ของวันที่ 31 ธันวาคม จากนั้น นาฬิกาอะตอมทั่วโลกจะแสดงเวลา 23:59:60 GMT ก่อนเปลี่ยนเป็น 00:00:00 GMT ตามปกติ ซึ่งหมายถึงการเริ่มต้นของวันที่ 1 มกราคม 2006 ทางซีกตะวันออกของสหรัฐฯ วินาทีที่เพิ่มขึ้นจะเกิดขึ้นเวลา 14:00 น. และไม่มีผลอะไรมากไปกว่าการเพิ่มเวลาฉลองของวันส่งท้ายปีเก่า ขณะที่เอเชียและตะวันออกไกลจะมีความสุขกับเรื่องนี้ เพราะเวลาที่เกินมาจะไปตกอยู่ในวันที่ 1 มกราคม ซึ่งเป็นวันหยุด เหอๆ ตั้งหนึ่งวิ แน่ะ ( มีความสุขกับสิ่งเล็กๆในชิวิต แล้วชีวิตคุณจะมีความสุขตลอดไป cheer beer!!) December 23 เมื่อ....ความรักกับกาแฟ
+ + +ความรัก กับ กาแฟ ...+ + + ... หอม หวาน ขม ขม ... อุ่น ร้อน เย็น ... หลากหลายพันธุ์ หลายวิธีปรุง
December 22 ใคร จา out ในปีใหม่นี้น้านิวส์วีคฉบับพิเศษ วางแผงแล้วครับ เล่นเรื่องที่น่าสนใจมาก... เขาตั้งชื่อ Issue นี้ว่า The Knowledge Revolution... Why victory will go to the smartest Nations & Companies
แค่หน้าปกก็สะดุดตาแล้วครับ เรื่องภายในก็สะดุดไม่แพ้กันเลยทีเดียว อ่านหน้าปกแล้วทำให้เกิดความสงสัยว่า ประเทศไหน และบริษัทไหนที่ได้ชื่อว่า Smartest? และเขาทำอย่างไรถึงได้การยอมรับนั้นมา ในเล่มคุณจะได้พบกับเรื่องราวมากมายที่ (บางที) เราอาจจะยังไม่ได้รู้มาก่อน
Thomas Friedman เขียนเรื่องของการแข่งขันทางด้านนวัตกรรมใหม่, การคิดค้นสิ่งใหม่ ทั้งของมนุษยชาติและของแต่ละบริษัท เขาอธิบายว่าทำไม Rolls-Royce ถึงอยู่รอดมาได้ในทุกวันนี้ ถ้าใครคิดว่า RR ยังคงขายรถยนต์หรู ๆ เพื่ออยู่รอดละก็คงต้องระวังตกโลกไปเหมือนกับหน้าปกแล้วครับ เพราะทุกวันนี้ RR อยู่ได้เพราะการคิดค้นและผลิตเครื่องยนต์เจ็ทให้กับเครื่องบินโดยสาร Tony Blair นายกรัฐมนตรีอังกฤษเขียนบทความวิพากษ์วิจารณ์สหภาพยุโรปว่า Europe is FALLING BEHIND ก็ถือว่ารุนแรงทีเดียว แต่ก็ยอมรับว่า "เจ็บปวด" ที่ต้องรับรู้ว่าจีนจะเติบโตเร็วกว่าอังกฤษถึงสามเท่า ดังนั้นอังกฤษถึงมีแผนที่จะต้อง Modernize ประเทศของตัวเองใหม่ทั้งหมดเพื่อรับมือกับการแข่งขันที่จะมาถึง Why Sweden is so tough เป็นอีกบทหนึ่งที่น่าอ่านเป็นอย่างมาก ผมสงสัยมานานแล้วว่าประเทศที่มีประชากรเพียงแค่เก้าล้านคน สามารถต่อกรกับประเทศยักษ์ใหญ่ระดับโลกได้อย่างไร ประเทศนี้ได้รับการจัดอันดับว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุด ประชากรมีการศึกษาดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และตอนนี้เศรษฐกิจสวีเดนแข็งแกร่งกว่าสหภาพยุโรปโดยรวมหลายเท่าตัวด้วยกัน The new Rich-Rich gap เป็นบทความที่กำลังบอกว่า คนรวยและคนที่ "ทัน" ต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก จะสามารถขยับตัวเองไปอยู่ในจุดที่ปลอดภัยมากขึ้นได้อีก แต่คนที่ "ไม่ทัน" ก็จะต้องพบกับความยากลำบาก ถ้าไม่ต้องการอยู่ในการแข่งขันแบบนี้ก็คงจะต้องหยุดโลกเอาไว้ให้ได้ แต่ถ้าทำไม่ได้ คงต้องเรียนรู้และหาช่องทางที่เหมาะสมให้เจอ
ความรู้ใหม่ ๆ ที่ได้จากนิวส์วีคฉบับนี้ต้องถือว่า คุ้มค่า กับราคา 125 บาทเป็นอย่างมาก ลองหาซื้อกันดูนะครับ ไม่น่าจะหายากเย็นเท่าไหร่ แล้วเอาไว้เรามาคุยกันถึงเรื่องที่เขาคุยกันดีกว่า +++++++++++++++++++ |
|
|